[ผลงานนิสิต] บทเพลง 人生の三川 (Jinsei no Sankawa) Three Rivers of Life เชื่อมโยงกันระหว่างสมาธิกับดนตรี โดยนายณัฐวีณ์ ภิญโญศัตรูพ่าย นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา จากรายวิชา PH342
ผลงานนิสิต โดย นายณัฐวีณ์ ภิญโญศัตรูพ่าย นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา จากรายวิชา PH342 การเจริญสติและการฝึกสมาธิเชิงประยุกต์ ใน บทเพลง 人生の三川 (Jinsei no Sankawa) Three Rivers of Life
Concept ของเพลง 人生の三川 (Jinsei no Sankawa) Three Rivers of Life
ในแรกเริ่มเพลงนี้มีจุดประสงค์มาจาก สมาธิประยุกต์ในรายวิชา PH342 ในความตั้งใจแรก ผมตั้งใจจะฝึกจังหวะจากการตีฉิ่งควบคู่ไปกับการฝึกสมาธิ ในจุดนี้เองที่เริ่มเห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างสมาธิกับดนตรี ว่าดนตรีเองก็มีส่วนช่วยในการทำสมาธิเช่นกัน
ต่อมาจึงเกิดความคิดที่ในการทำเพลงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการทำสมาธิ ในการสืบค้นผมเจอสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือเพลงทำสมาธิ จะเห็นอยู่หลัก ๆ 2 ประเภท ในประเภทแรกเป็นประเภทที่มีเนื้อร้อง เป็นเนื้อหาจรรโลงใจซึ่งจริง ๆแล้วผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนเคยฟังในตอนเด็ก ๆ อย่างเพลง “ดั่งดอกไม้บาน” โดยมีเนื้อร้องที่หากได้ยินก็คง อ๋อ ขึ้นมา อย่าง ‘ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดอกไม้บาน’ กับอีกประเภทเป็นเพลงบรรเลง ที่เน้นเป็นเสียงเพลงบรรเลง ฟังแล้วผ่อนคลายหรือไม่ก็เป็นเสียงพวก white noise, brown noise ฯลฯ แต่ผมเห็นในปัญหาของเพลงทำสมาธิทั้งสองประเภทนี้ คือ อย่างที่มีเนื้อร้องที่จรรโลงใจ ก็ดีในส่วนเนื้อร้อง แต่หากนำไปใช้ในการทำสมาธิภาวนาจริง ๆ ก็คงเป็นไปได้อย่างลำบาก เพราะเนื้อร้องอาจจะคอยรบกวนใจและอารมณ์ของเราให้คล้อยตามจนคำว่า “นิ่ง” ที่เป็นความสำคัญของสมาธินั้นหายไป ส่วนในด้านเพลงบรรเลงหรือเสียง noise ก็อาจจะขาดซึ่งเนื้อหาในเชิงลึก (บางเพลงบรรเลงอาจจะมีแต่ผมยังไม่ได้สืบค้นเข้าไปลึกมาก) จึงเกิดเป็นแนวคิดตั้งต้นสำหรับเพลง “Three Rivers of Life” ว่าจะเป็นเพลงที่สามารถทำให้จิตใจนิ่งได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อหาเชิงลึกภายในเพลง
ในชื่อของเพลง 人生の三川 (jinsei no sankawa) หรือ Three Rivers of Life แม่น้ำแห่งชีวิตนี้มีสามสาย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ไหลเวียนผ่านตัวเรา และแม่น้ำก็เปลี่ยนแปลงตลอด แม่น้ำนั้นไหลตลอดเวลาตามกฏไตรลักษณ์ เหตุผลที่เป็นแม่น้ำ เพราะพูดแบบผิวเผินเวลาเราจ้องมองผ่านแม่น้ำ จะมีอะไรไหลผ่านตลอด แม่น้ำไม่เคยหยุดนิ่ง หากอยู่ในกรุงเทพแล้วจ้องที่แม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะมีเรือแล่นผ่าน บางครั้งก็พืชน้ำ และแม่น้ำก็ค่อย ๆ กัดเซาะชายฝั่ง แม้คอนกรีตที่แข็งที่สุดก็ไม่อาจต้านแรงของแม่น้ำได้
โดยแนวคิดของเพลงนี้ ผมตั้งใจใช้แนวคิดไตรลักษณ์เป็นสารตั้งต้น เนื่องจากไตรลักษณ์ที่เป็นลักษณ์ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลว่าไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร
ดั่งอนิจจังที่ไม่มีสิ่งใดเที่ยง ทุกอย่างเกิดขึ้นในสุดท้ายก็จะดับลง
ทุกขัง ไม่มีสิ่งใดจะคงสภาพเดิมไว้ได้ตลอด ความเยาว์ที่เคยมี สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นความชรา
อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ทั้งตัวของเราหาใช่ว่าของเรา เราจึงจะบังคับอะไรให้เป็นไปดั่งใจต้องการไม่ได้
การออกแบบดนตรีก็มีจากสามสิ่งนี้เป็นหลัก ในองค์แรก (ตั้งแต่เริ่มเพลง-~1:07) ผมตั้งใจให้ดนตรีมีความนิ่ง ใช้โน้ตเดี่ยว ๆ พร้อมกับเสียงร้องที่ให้อารมณ์เศร้าหมอง เป็นเหมือนบทเพลงและเสียงร้องไห้ในงานศพ
ในองค์ที่สองที่เป็นตัวแทนของทุกขัง ในส่วนของเสียงร้องมีการอัดเสียงทับไปอีกเสียงหนึ่ง ที่แตกและฟังดูเหมือนกรีดร้องมากกว่าการฮัมเพลง ในจุดนี้ผมตีความทุกขังเป็น สภาพที่เปลี่ยนแปลงจากเสียงที่ใส ๆ แต่ในเบื้องลึกยังมีความไม่สวยงามในสุดท้ายก็จะไม่คงอยู่ถาวร
องค์สุดท้าย อนัตตา ผมตั้งใจให้พาร์ทนี้เสียงกลอง เสียงกีตาร์หายไป คงเหลืออยู่เพียงเสียงฉิ่ง และเสียงบรรยากาศธรรมชาติ เพื่อตอกย้ำความที่เราไม่ใช่ตัวตนของเรา ธรรมชาติรอบข้างก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่มีใครครอบครองสิ่งใดเลย
เสียงที่ได้ยินตั้งแต่ต้นเพลงถึงจุดจบของเพลง เป็นเสียงฉิ่ง ที่ผมอยากจะแทนเสียงฉิ่งนี้เป็นตัวแทนของ “ความรู้ตัว (Awareness)” ที่เป็นจุดสำคัญของสมาธิ เปรียบเป็นจิตใจเราที่ไหลไปกับสายน้ำ แต่อยากให้รับรู้ว่าเรายังคงสติและการรู้ตัวไว้ได้ และเมื่อเสียงต่าง ๆ เงียบลง เบาลง สิ่งที่เราจะได้ยินและรับรู้มันมากที่สุดคือ ความรู้ตัวของตัวเราเอง เป็นหัวใจสำคัญของสมาธิ